More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  โลกของฉันPhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community

โลกของฉัน

Updated 3/8/2008
Updated 2/21/2008
Updated 3/8/2008
Updated 11/19/2007
Updated 11/19/2007
Updated 2/21/2008
Updated 12/15/2007
Updated 11/19/2007
July 12

ขี้เกียจพูด

ขี้เกียจพูด
รึถ้าถามจริงๆก็คงยกเหตุผลมากมายมาอธิบายให้ฟัง
ทั้งที่ฟังขึ้นบ้าง และ ไม่ขึ้นบ้าง
ทั้งๆที่เหตุผลของอีกหลายๆทางเลือก มันก็มีแหละ แต่เลือกที่จะไม่นึกถึงเอง
แล้วก็คงสรุปว่า ข้อดีอื่นๆไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ
ลงท้ายก็สงสัยว่าเหตุผลนี่มันคืออะไรกันแน่
สิ่งที่เราหามาเพื่อสนับสนุนความต้องการบางอย่างของเรา
ให้ฟังดูหนักแน่นน่าเชื่อถือ
เวลาทำสิ่งนั้นๆลงไป จะได้ไม่รู้สึกผิด
พอมีคนถามก็จะได้ตอบได้
อย่างนั้นหรือ
 
ทุกครั้งที่มีเรื่องต้องตัดสินใจบางอย่าง (สำหรับเรา)
จริงๆ มันเหมือนมีคำตอบในใจอยู่แล้วนะ
เพียงแต่ตัวเราเองจะยอมรับรึเปล่า ว่าจริงๆตัวเองต้องการอะไร
ช่วงสับสน จริงๆแล้วก็เพียงแต่หาเหตุผลสนับสนุนความต้องการนั้นๆ
พยายามทำให้มันถูก ตามหลักเหตุผลบางอย่างรึเปล่า
อันนี้ไม่รู้ อาจจะเป็นเฉพาะเรา
 
ตอนนี้กำลังเลิกใช้เหตุผลอยู่
(น่ากลัวจริงๆ)
ทั้งกับที่มาใช้บอกตัวเอง และบอกคนอื่น
การบอกเหตุผลให้คนอื่นฟัง ก็เป็นส่วนหนึ่งของความต้องการเป็นที่ยอมรับ
ต้องการให้คนอื่นเข้าใจ
ทั้งๆที่ ความจริง(ของเรา)ก็คือ
คนที่เป็นเพื่อน คนที่เข้าใจเรา  ไม่ว่าอย่างไรก็เข้าใจเรา และมองการกระทำในแง่ดีอยู่แล้ว
ในขณะที่คนที่มีหลักการต่างกัน ยึดถือบางอย่างต่างกัน
อยู่ในคนละสังคม ก็ย่อมเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างตามประสบการณ์
และกับคนที่มองเราในแง่ร้าย ไม่ว่าพูดอีกสามวันเจ็ดวัน ก็คงไม่ดีขึ้นมาได้
 
สรุปก็เลย ขี้เกียจพูด
เผลอๆพูดไปแล้วทำไม่ได้ หรือเปลี่ยนใจ
คนที่เคยเข้าใจ ก็อาจจะไม่เข้าใจ ต้องมาเดือดร้อนนั่งชักแม่น้ำทั้งห้ากันอีก
ตอนนี้อยากทำอะไร ก็เลยทำเลย
กำลังใจ ไม่ต้อง มีอยู่แล้ว
ช่วงนี้แข็งแรงมากทีเดียว
 
สำหรับเพื่อนฝูง พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหาย ที่เป็นห่วง
ก็คงต้องบอกว่า เฉยไว้ ค่อยๆดูไป
กอล์ฟมันอาจจะไม่ได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับใคร
แต่มันมีความสุขดี
และมันก็หวังว่าทุกคนจะใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้
โดยไม่ต้องมาคอยอธิบาย ให้มันฟัง
 
 
 

เรืองงมงาย

หลายเดือนก่อนมีเพื่อนคนหนึ่งมีปัญหา เรื่องแฟนนอกใจ
เมื่อไม่มีอะไรทีน่าทำในจังหวะนั้น จึงไปดูดวง กะคนทรงเจ้า
กลับมาเล่าให้ฟังอย่างยากจับอารมณ์ ว่าแฟน(สามี) คนปัจจุบันไม่ใช่เนื่อคู่
แต่เนื่องจากชาติเก่าก่อน เคยได้ไปช่วยชีวิตเขาไว้
ชาตินี้เลยตามมาตอบแทนบุญคุณ
......
 
ฟังตอนแรก ก็รู้สึกว่างมงาย ไร้สาระ
ของยังงี้ใครจะพูดอะไรก็ได้ จะไปเถียงได้ยังไง(วะ)
ตอนต่อมา นั่งนึกๆดู
ถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะ
หมายความว่าทุกอย่างมีเหตุ มีปัจจัย ที่นอกเหนือความรับรู้และความเข้าใจของคนอย่างเราๆ
โดยที่เราไม่อาจเข้าใจได้เลย
ยกตัวอย่างง่ายๆ
กรณีเพื่อนคนเดิมนี่แหละ
แฟนนอกใจ มีผู้หญิงคนอื่น ก็มานั่งเศร้าเสียใจ
ตัดพ้อต่อว่า ถึงความไม่ซื่อสัตย์ ต่างๆนานา
แต่ความเป็นจริง (ตามที่คนทรงว่า)
คือการที่ผู้ชายคนนี้เข้ามา ก็เพื่อมาช่วย ในช่วงเวลาที่ชีวิตคับขัน
มาโอบอุ้มไว้ มาเป็นกำลังใจให้หลุดพ้นจากสถานการณ์แย่ๆ
เพื่อตอบแทนบุญคุณจากชาติก่อน
แต่การที่เราไม่รู้ ถึงเหตุเบื้องหลังเหล่านั้น
ก็ คาดหวัง ไปเอง ทึกทัก ไปเอง
ว่าคนที่เข้ามาผูกพันกันนั้นจะต้องเป็นครอบครัวที่ดี อยู่ด้วยกันตลอดไป
แล้วก็มานั่งเศร้า ก่นด่าโชคชะตา
........
 
พาลนึกไปถึงการดูดวง
โดยทั่วไป ก็ดูบ้างขำๆ อ่านจบก็ลืม
เลยไม่เคยรู้ว่าอะไรตรงอะไรไม่ตรง
เพราะคิดว่าถ้ามันเป็นเรื่องที่จะต้องเจอ เดี๋ยวก็คงจะได้เจอเองนั่นแหละ
อยู่ๆก็มาคิดว่า
ถ้าทุกสิ่งถูกกำหนดไว้แล้ว (ถ้าดูอนาคตได้ ก็ย่อมแปลว่า อนาคตเป็นสิ่งแน่นอน จริงมะ)
เพียงแต่เราไม่รู้
งั้นก็คงจะพอหาข้อดีของการดูดวงได้บ้าง
ก็คือ เรื่องบางอย่าง ถูกกำหนดไว้แล้วและมันจะเป็นเช่นนั้น
ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ เข้าใจเหตุผลหรือไม่ จะยินดีหรือยินร้าย
เรื่องเหล่านั้นก็ยังจะเกิดขึ้นอยู่ดี
หากคิดได้ดังนั้นชีวิตก็คงไม่ต้องทุรนทุรายมากนักล่ะมั้ง
คนที่ไม่ใช่ ถึงเวลาก็ต้องไป สิ่งที่เป็นของเรา(ในความคิดเรา)วันหนึ่งก็ผุพังสูญหายลาจาก
มีเพียงเราที่ไปเศร้าโศก เปลืองเปล่า
 
ที่แท้คนที่เราพบ ถูกชะตาก็มีได้ตั้งหลากหลาย
ชาติที่แล้ว แล้ว แล้ว เราอาจจะเคยเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อน ตลอดจนเคยเป็นหมาที่บ้าน
เมื่อความสัมพันธ์ในชาติปัจจุบันยังมีหลากหลาย
ความสัมพันธ์ในอดีตหลายภพหลายชาติ จะไม่ยิ่งซับซ้อนวกวนหรอกหรือ
การมาพบเจออีกครั้ง ก็อาจเป็นเพียงเพื่อนร่วมทาง
ที่จะเกื้อหนุนส่งเสริม ให้ชีวิตในแต่ละวันไม่น่าเบื่อจนเกินไปนัก
 
ที่พูดมาก็แค่อยากจะบอก
ว่าบางที อาจจะ มีความเป็นไปได้
ที่เหตุผล ตรรกะ ความรู้ความเข้าใจทั้งหมดที่เรามี
ไม่สามารถอธิบายอะไรได้เลย
และการหมุนวนของโลกใบนี้ก็มีตรรกะอีกรูปแบบ เหตุผลอีกแบบที่คอยดูแลอยู่
ไม่ว่าใครจะเรียกสิ่งนั้นว่าอะไรก็ตาม
"เหตุผล" ที่เราใช้มาตลอด เพื่ออุดมการณ์ พวกพ้อง ความเป็นอยู่ ความสุข
อาจจะไร้สาระ และงมงายเป็นที่สุดในอีกระบบตรรกะหนึ่งก็ได้
และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง การที่เราทนอยู่ในกรอบอะไรบางอย่าง
ติดอยู่กับอะไรบางอย่าง ก็จะกลับกลายเป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง
 
ถ้าอย่างนั้นแล้ว
คงไม่อาจกล่าวได้อีกต่อไป ว่าเรื่องใดกันแน่ที่งมงาย
 
 
 
 
 
 
 
 
July 06

แม้

  ว่าการ ตัดสินใจ ของฉัน จะ ผิดพลาด มาก สักเพียงไหน
June 04

คำขอร้อง

ข่าวการจากไปของเพื่อนคนหนึ่ง เป็นเหตุผลให้ขึ้นกรุงเทพปลายสัปดาห์นี้
ช่วงปีที่ผ่านมา มีข่าวคราวเช่นนี้ไม่น้อย
ครั้งนี้นับว่าใกล้ตัวที่สุด แม้จะพูดอย่างนั้นแต่ก็ไม่ได้สนิทสนมเป็นพิเศษ
เป็นเพื่อนที่เคยไปค่ายด้วย กินเหล้าด้วย เจอก็ทักทาย
ไม่ได้ถึงกะโทรหา รึปรึกษาอะไร
อีเมล์ยังไม่มีด้วยซ้ำ
ทำให้คิดได้ว่า
นี่ถ้าเป็นพวกแก พวกพี่ ที่ใกล้ตัวกว่านี้
จะทนยังไงไหว
ก็รู้นะ ว่าถึงเวลาก็ต้องอยู่ได้อยู่แล้ว มันก็ต้องผ่านไป
ก็แค่เอาแต่ใจ ไม่อยากให้เปนอย่างนั้น
 
แต่ไหนแต่ไรไม่เคยนึกโทษคนที่ฆ่าตัวตาย
ใครจะตาย ยังไง มันก็ควรจะเป็นสิทธิของเค้าน่ะ
เค้าก็คงมีเรื่องที่เค้าทนต่อไปไม่ไหว กูจะไปรู้อะไร จะไปมีสิทธิอะไรตัดสินอะไร
แต่คราวนี้ ขอจริงๆ
ขอร้องด้วยความเห็นแก่ตัว ด้วยความเอาแต่ใจ
แม้ว่าวันที่ใครๆจะมีทุกข์แค่ไหน กูก็จะไม่เคยอยู่ตรงนั้น เพื่อใคร
แต่ขอให้รู้เถอะว่า
ถ้าแกตาย ชั้น จะเสียใจ
อยู่นานๆนะ ขอร้อง
 
April 03

Juno ในโลกไม่ดราม่า

 

Is there an ever-lasting love?

จูโน่-เด็กสาวม.ปลายท้องแก่คนหนึ่ง ถามขึ้นกับพ่อของเธอ ที่หย่ากับแม่ แล้วแต่งงานกะภรรยาคนปัจจุบัน     

พ่อตอบสั้นๆ ไม่รู้สิ  แต่พ่ออยู่กะเค้ามาสิบกว่าปีแล้ว และพ่อพูดได้ว่าเรามีความสุขดี

 

ในมุมหนึ่ง นี่เป็นเรื่องราวของความรักในแต่ละช่วงชีวิต

เริ่มจากคู่หนุ่มสาวม.ปลาย วัยอยากรู้อยากลอง สับสนกับความต้องการของตัวเอง มีโอกาสพบเจอกับคู่แต่งงานวัยทำงาน ที่มีความพร้อม ในทุกๆด้าน จนกลับมามองคู่รัก ใกล้ตัวที่มักมองข้าม คือ พ่อ และแม่เลี้ยง

ทุกคู่มีความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง-วุฒิภาวะ ความรู้ความเข้าใจ การเลิกรา หย่าร้าง ความต้องการที่ไม่ตรงกัน

แต่ในความไม่สมบูรณ์เหล่านั้นเอง ที่เราอาศัยอยู่

จังหวะหนึ่งที่เธอถามเขาว่า แล้วเมื่อไหร่ถึงจะพร้อม(ที่จะมีลูก)

นั่นสิ กับทุกๆเรื่องก็เช่นกัน เมื่อไหร่ที่เราจะพร้อม และความพร้อมอันนั้นคือตรงไหนหรือคือหลักประกันอะไรของอนาคตกัน

 

ที่จริงความรักอาจเป็นเรื่องธรรมดาสามัญเรื่องหนึ่ง เรียบง่ายธรรมดายิ่ง

อาจเปนแค่ช่วงเวลาที่คนสองคนพบกัน อยู่ด้วยกันและมีความสุข

บทพิสูจน์ของความรักที่ยิ่งใหญ่ ก็อาจไม่ใช่ พ่อตา แม่ยาย  คนรักใหม่

หรือ แม้กระทั่งความตาย

แต่คือ โมงยามที่อยู่ด้วยกันสองคน ในวันธรรมดาๆที่น่าเบื่อ  

ช่วงเวลายาวนานจึงมักจะพรากคู่รักให้เลิกรา

 

ในฉากจบของเรื่อง ทั้งคู่นั่งเล่นกีต้ารใต้ร่มไม้หน้าบ้าน

ความสุขพื้นๆง่ายๆ กับเพลงง่ายๆ หรือนั่นไม่เพียงพอ?

หรือนั่นเป็นเพียงป๊อบปี้เลิฟ ไม่สามารถจัดอยู่ในหมวด รักอมตะนิรันดรกาล ได้

บางทีอาจเป็นเราเองที่คาดหวังกับความรัก มากไป? (ความรัก=การแต่งงาน=ครอบครัวแสนสุข=ชีวิตสมบูรณ์) 

ทำให้เรื่องง่ายๆเหล่านี้ กลายเป็นไม่สำคัญ

 

และบางทีชีวิตเองก็ไม่ยากถึงขนาดนั้น

 

นั่งนึกอยู่ร่วมเดือนว่าอะไร ที่ทำให้อยากพูดถึงหนังเรื่องนี้

เพราะมันเป็นหนังชีวิต ที่ไม่ดราม่า

กลุ่มคนในเรื่องประสบเหตุการณ์ต่างๆ บ้างเสียใจบ้างผิดหวัง

แต่ไม่ฟูมฟาย เหมือนในชีวิตที่ มีปัญหา ก็คิด แก้ไขกันไป

การตั้งท้องก่อนเวลาอันควรไม่ได้ทำให้ใครตาย  และไม่ได้ทำให้ใครหมดอนาคต

(อันนี้อาจไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนแต่ถ้ามองกลับกันอาจเป็นตัวอย่างที่ดีกับคนรอบข้าง

เมื่อมีคนรู้จักท้องขึ้นมา เขาก็เพียงแต่เป็นคนธรรมดา ที่ท้อง ไม่ใช่ว่า มึงแย่แล้ว มึงมันเลว มึงมันหมดอนาคต)

การหย่าร้างก็ไม่ใช่จุดจบของชีวิต ไม่ได้ต้องโวยวายไม่ต้องด่าไล่หลัง

หรือเก็บไว้โทษตัวเอง ไม่แม้แต่จะร่ำร้องขอความเห็นใจจากใคร

ในเรื่องคู่แต่งงานมีวิถีชีวิตของตนเอง ที่อาจจะดีกว่าเมื่อไม่ถูกผูกมัดกับความเป็น สามี หรือพ่อ

ในขณะที่เธอเองก็มีชีวิตตามที่เธอชอบได้โดยที่ไม่ต้องคอยหว่านล้อมชักจูงใครให้เห็นด้วย 

แล้วในวันหนึ่ง เขาก็จะได้พบกับคนใหม่ที่อยู่กันอย่างมีความสุข(กรณีพ่อ ของจูโน่)

เพียงแต่ไม่ได้เป็นการแต่งงานครั้งแรก ก็เท่านั้น

(ซึ่งการแต่งงานครั้งแรก ที่ทำให้มีจูโน่ขึ้นมา ก็คงไม่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นข้อผิดพลาด)

แต่เมื่อชีวิตล้วนประกอบไปด้วยเรื่องราวเหนือการคาดหมาย ยังกะนิยายของ มุราคามิ

เราก็แค่ดำเนินชีวิตต่อไป

 

 

ในโลกอีกด้าน

สิ่งที่หนังเรื่องนี้ขาด คือคนรอบข้าง เพื่อนบ้าน ญาติ สังคมที่มองมาอย่างวิพากษ์วิจารณ์

จริงหรือไม่ว่าถ้าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวเรา

เราอาจบอกพ่อของจูโน่ว่า คุณไม่ควรแยกทางกะภรรยา(แม่จูโน่)

ไม่ควรแต่งงานใหม่ มันจะไม่ดีต่อลูก ไปจนกระทั่ง คุณเปนพ่อที่ใช้ไม่ได้ ไม่เอาใจใส่ปล่อยลูกให้ท้องได้ไง

(ทั้งๆที่เขารับฟัง อยู่เคียงข้างลูก และยอมรับการตัดสินใจของลูก)

เราอาจจะบอกคู่แต่งงานในเรื่องว่า จะหย่ากันทำไม ก็ดูมีความสุขดีแท้ๆ

คู่แต่งงานในเรื่อง(จำชื่อไม่ได้จริงๆ)ที่ เป็นภาพแทนของคู่รัก สมบูรณ์แบบ

นิสัยดี รักดนตรี รักเด็ก การงานดี บ้านสวยๆ

เป็นแบบที่เด็กสาว ม.ปลายอย่างจูโน่คาดหวังได้ว่าจะเป็นครอบครัวแสนสุข สำหรับลูกของเธอ

เป็นชีวิตในฝันของใครหลายๆคน-ทำงานที่บ้าน เงินดี มีคู่สมรสที่รักกัน กลายเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวัง

แม้ว่าที่จริงแล้ว-ตามท้องเรื่อง- เขาต้องทนทำงานที่ไม่ชอบ พยายามตามใจภรรยา

แอบของส่วนตัวที่ชอบไว้ในซอกหลืบของบ้าน ในขณะที่เธอเองก็ต้องคอยทำให้เป็นอย่างนั้น

เราจะบอกเขามั้ยว่า ความฝันเป็นนักดนตรีร็อค เป็นเรื่องไร้แก่นสาร

หรือ บอกกับเธอว่า อย่าบ้าน่า จะเลี้ยงลูกยังไงคนเดียว อย่างเธอน่าจะหาสามีดีๆ มีชีวิตดีๆได้

( เธออาจจะบอกคุณว่า ฉันเกิดมาเพื่อเป็นแม่ ฉันรู้ ฉันอยากมีลูก แต่เหตูผลนี้ ก็คงไม่มีน้ำหนักอะไร)

และเราอาจบอกเพื่อนจูโน่(จำชื่อไม่ได้อีกและ) ว่าการชอบอาจารย์เป็นเรื่องไร้สาระ ขาดศีลธรรม

แน่นอนเราคงบอกให้จูโน่ทำแท้ง และเลิกยุ่งกะผู้ชายพรรค์นั้น

แม้ว่าทุกคนจะมีความสุขดีกับสิ่งที่ตัวเองเลือก?

แต่ไม่หรอก เรามองไม่เหนความสุขเล็กๆของพวกเขา

จริงหรือไม่ว่า เราเองอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การมีชีวิต(ของคนอื่น)เป็นเรื่องยาก

 

เป็นไปได้มั้ยว่าการทำในสิ่งที่อยากทำ อยู่ในที่ๆอยากอยู่   ไม่ต้องคิดอะไรซะบ้าง ก็อาจจะเพียงพอ

หรือ มันอาจดู ขี้แพ้ ไม่ประสบความสำเร็จ และบั่นทอนอนาคตของชาติ?

 

ไปดีกว่า

ก่อนที่จะทำให้ช่วงเวลาบ่ายๆของคุณยากเกินความจำเป็น

 

View more entries